มุมมองตลาดและเทคโนโลยี

การนำ Token Economy มาพัฒนาธุรกิจเดิม เทรนด์ใหม่ที่เราไม่ควรมองข้าม!

Token Economy คืออะไร

Token: เหรียญที่เป็นได้ทั้งทรัพย์สิน เชื้อเพลิง และสกุลเงิน 

Economy: ระบบเศรฐกิจ 

Token Economy: กลไกเศรฐกิจที่ดำเนินการด้วย Token เหล่านี้ (ลองนึกภาพคาสิโนที่เราต้องแลกเงินเป็น Token ก่อนเล่นก็ได้ครับ) โดยที่ Token ในแต่ละระบบ ในแต่ละ Economy นั้นจะมีการใช้งานต่างกัน ซึ่งก็ทำให้มูลค่าต่างกันด้วย

ทำไมบริษัทต่างๆถึงเริ่มนำ Token Economy มาใช้กับสินค้าของตนเอง?

Token Economy นั้นมีหลากหลายแบบมาก แต่วันนี้คอยน์แมนขอมาโฟกัสเกี่ยวกับ Token Economy ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับโมเดลธุรกิจเดิมได้นะครับ โดยหลักๆคือใช้ Token ที่ถูกสร้างบนบล็อคเชนมาใช้แลกเปลี่ยนกันในระบบ ซึ่งเข้ามาแทนที่เงินบาทหรือพ้อยน์สมมุติที่บริษัทสร้างขึ้น ตัวอย่างเช่น

  • เปลี่ยนแต้มที่ได้จากการเล่นเกมชนะ เปลี่ยนพ้อยน์สมาชิก เปลี่ยนพ้อยน์เครดิตการ์ดที่เราได้จากการซื้อของให้มาเป็น Token
  • เปลี่ยนเงินที่ได้จากการทำงานมาเป็น Token

ซึ่งเราอาจจะถามว่า มันดียังไงหละ ทำไมไม่ใช้พ้อยน์อย่างที่เคย หรือมันดีกว่าให้เงินสดแลกกับงานยังไง เราลองมาดูข้อดีและข้อเสียของการใช้ Token Economy กันนะครับ

ข้อดี

  • การจ่ายด้วย Token นั้นไม่มีข้อจำกัดเรื่องประเทศเหมือนเงินรัฐ (อาจทำได้แต่ยุ่งยากและมีค่าธรรมเนียมสูง)
  • สำหรับการใช้แทนแต้มรางวัล (Royalty point หรือ Credit card point) นอกจากจะเอา Token เหล่านี้ใช้ในระบบ ผู้รับจะสามารถเอาไปขายเป็นเงินสดได้ด้วยผ่าน Exchange ซึ่งทำให้ผู้ใช้มองว่า Token เหล่านี้มีค่ามากกว่าแต้มรางวัลในระบบปิด
  • โปร่งใส บริษัทไม่ทีทางลบหรือเปลี่ยนแปลง Token ที่เราถือได้เพราะทุกอย่างถูกบันทึกไว้บนบล็อคเชน (เพราะข้อนี้เราถึงเอาไปขายบน Exchange อื่นได้ โอนกันได้โดยไม่ต้องผ่านทางบริษัทโดยตรง)

ข้อเสีย

  • เนื่องจาก Token นั้นสามารถซื้อขายบน Exchange ได้ ทำให้ราคามันเหวี่ยง ผลก็คือคนที่มีรายได้หรือรับรางวัลเป็น Token เหล่านี้เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน ฝั่งบริษัทที่จ่ายค่าจ้างหรือให้แต้มก็เสี่ยงเช่นกัน ต้องปรับจำนวนเหรียญให้เหมาะสมอยู่เรื่อยๆ
  • ความเสี่ยงด้านการตอบรับจากผู้ใช้เดิมๆ หากผู้ใช้คิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เหมาะหรือไม่เป็นประโยชน์กับเค้า เค้าก็อาจจะย้ายไปใช้ระบบของคู่แข่งแทนก็ได้

เหตุผลหลักๆที่บริษัทต่างเอา Token Economy มาใช้

  1. แก้ปัญหาทางธุรกิจที่เมื่อก่อนแก้ไม่ได้
  2. เห็นโอกาสในตลาดอันใหม่หรือใช้ขยายธุรกิจ
  3. ทำให้อยู่เหนือคู่แข่งในตลาด
  4. ตามกระแสไปงั้น เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด (เป็นเหตุผลที่ไม่ดีนะครับ)

เรามาดูตัวอย่างบริษัทที่การนำ Token Economy มาใช้ในภาคธุรกิจ พร้อมทั้งปัจจัยที่จะทำให้เหรียญเติบโตกันนะครับ

บริษัทที่นำ Token Economy มาใช้กับธุรกิจของตนเอง

Ink Protocol เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำ Token Economy มาใช้กับธุรกิจของตนเองที่มีชื่อว่า Listia

Listia เป็น Marketplace สำหรับของที่ไม่ใช้แล้วให้บริการมาตั้งแต่ปี 2009 ขั้นตอนการทำงานคร่าวๆคือ ให้คนที่เอาของไม่ใช้แล้วมาตั้งขายบนเว็ปของ Listia คนที่สนใจของที่ขายอยู่ก็จะบิตราคาซึ่งจะอยู่ในรูปแบบ Listia Credit พอขายของได้ คนขายก็สามารถนำ Listia Credit ไปใช้บิตเพื่อซื้อของจากคนขายคนอื่นบน Listia ได้ต่อ โดยหลักๆแล้ว Listia ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนเอาของมาแลกกันโดยไม่ต้องมีเงินสดมาเกี่ยวข้อง

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีบล็อคเชนจะถือกำเนิดในปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่ Listia เริ่มให้บริการเช่นกัน แต่หากจะกล่าวว่า Listia เป็นบริษัทแรกๆที่นำ Token Economy มาใช้ในธุรกิจก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพียงแต่ว่ามันยังเป็น Token Economy แบบ Centralised

การนำ Ink Protocol หรือ XNK Token เข้ามาแทนที่ Listia Credit แบบเดิม นั้นมีผลประโยชน์หลายอย่างสำหรับตัว Listia เองและสำหรับลูกค้าบนแพลตฟอร์มด้วย กล่าวโดยย่อคือระบบการแลกเปลี่ยน credit นั้นกลายเป็นแบบ decentralised ทำให้มีระบบ Payment มีความปลอดภัยและโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ XNK Token ยังสามารถนำไปซื้อขายบน Exchange ได้อีกด้วย ทำให้ Token นั้นมีมูลค่าที่จับต้องได้ขึ้นมาซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในระบบปิด หรือ Centralised  สำหรับข้อเสียของการนำ Token Economy แบบ Decentralised เข้ามาคือการที่มีมูลค่าเทียบกับเงินจริงเข้ามาอาจจะทำให้เสน่ห์ของ Listia ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเอาของไม่ใช้แล้วมาแลกกันหายไปได้ เนื่องจากมันมีมูลค่าของเงินมาเกี่ยวข้อง

ในไทยเราเองก็เริ่มที่จะมีบ้างแล้ว เช่น Hotoken ที่กำลังทำ ICO อยู่ โดยเป้าหมายคือจะนำ Token Economy เข้ามาใช้กับแอปของตัวเองที่ชื่อว่า HotNow พูดง่ายๆก็จากที่ได้พ้อยน์ เราก็ได้ Token แทน ในเคสนี้ฝั่งผู้ใช้น่าจะได้ประโยชน์ เพราะนอกจากเอาไปแลกของฟรีได้ ยังน่าจะเอาไปขายบน Exchange ได้อีกด้วย ที่สำคัญผู้ใช้ก็ใช้เหมือนเดิม ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่ม แต่ข้อเสียน่าจะเป็นฝั่งผู้ให้บริการและร้านค้ามากกว่า ที่ต้องปรับจำนวนเหรียญตลอดเวลาเพื่อให้เท่ากับมูลค่าเงินบาทที่ต้องการแจกหรือแลกของรางวัล

สำหรับคอยน์แมนแล้ว IndaHash (ที่เคยรีวิวไป) เป็นตัวอย่างที่ดีกว่าเพื่อน เพราะ Token นั้นมีประโยชน์มากกว่าการเป็นสกุลเงินเพื่อแลกเงินออกหรือแลกของอย่างเดียว

IndaHash เป็นแพลตฟอร์มสำหรับจับคู่แบรนด์กับ Online Influencer โดยที่แบรนด์จะจ้าง เหล่า Online Influencer เป็น Token โดยปกติแล้วคนส่วนมากน่าจะเอา Token ไปแลกเป็นเงินสดออกเลยหรือแลกเป็นสินค้ากับทางแบรนด์ แต่ IndaHash ได้สร้างกลไกในระบบที่จูงใจให้คนถือเหรียญไว้แทนที่จะขายออกหรือแลกของ นั้นก็คือการให้เหล่า Influencer สามารถสร้างเหรียญของตัวเองเพื่อแจกจ่ายให้กับแฟนคลับได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องถือ IDH Token อยู่จำนวนนึง ต้องอย่าลืมว่าเหล่า Influencer พวกนี้มีแฟนคลับอยู่เยอะมาก และแฟนคลับบางคนก็ยอมทุ่มให้กับเหล่า Influencer เหล่านี้มากเพื่อของที่ระลึก ดังนั้น Demand สำหรับ IDH Token จึงน่าจะเติบโตต่อเนื่องตามเทรนด์ของวงการนี้  

ธุรกิจใหม่ที่ใช้ Token Economy เพื่อแข่งกับธุรกิจเก่าๆในตลาด

Gems (รีวิว)ไปนั้นก็ถือว่าเอา Token Economy มาแก้ปัญหาเรื่องการให้เงินตอบแทนกับคนงานที่ Mechanical Turk มี สำหรับ Gems นั้นสามารถจ่ายค่าแรงเป็น Token ได้แบบไร้พรมแดน แต่ก็อาจจะมีปัญหาอื่นตามมาเช่น คนงานนั้นจะอยากได้ Token แทนเงินดอลลาร์รึเปล่า เพราะทั้งแลกเป็นเงินสดยากกว่าและค่าเงินก็อาจจะตกทำให้ได้เงินน้อยลงก็เป็นได้

BitDegree เป็นอีกตัวอย่างนึงในด้าน Education โดยให้คนสร้างวีดีโอสอนเหมือนกับพวก Coursera หรือ Udemy แต่ BitDegree นั้นต่างออกไปเพราะการใช้ Token มาเป็นการซื้อขายคอร์สเรียน อีกทั้งมีโมเดลที่ให้พวกบริษัทยักษ์ที่ต้องการคนงานเฉพาะทางสามารถสปอนเซอร์คอร์สเรียนฟรีๆให้กับคนที่สนใจเรียนอีกด้วย (และแน่นอน ผ่าน Token ของ BitDegree)

**ในตอนนี้การสร้างธุรกิจที่ใช้ Token Economy ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดแล้ว เพราะเรามีโปรเจคเช่น Simple Token ที่พึ่ง ICO ไปไม่นาน (รีวิว) ได้สร้าง Protocol เพื่อให้บริษัทต่างๆสามารถสร้างเหรียญของตัวเองและนำไปเชื่อมกับตัวธุรกิจได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ไม่จำเป็นต้องทำ ICO เพื่อหาทุนพัฒนาให้วุ่นวาย

ความรู้เรื่อง Token Economy สำคัญอย่างไรกับนักลงทุน?

จากตัวอย่างบริษัทต่างๆข้างต้น เราน่าจะได้เห็นกันแล้วว่า Token Economy ของแต่ละโปรเจคนั้นมีความต่างกัน ซึ่งมีผลทำให้มูลค่าของเหรียญนั้นมีพื้นฐานที่ต่างกันด้วย

ถ้าเราต้องการที่จะคาดเดามูลค่าของเหรียญในระยะยาวนั้น เราก็ต้องเข้าใจว่าเหรียญ Token ที่พวกเราลงทุนนั้นมีหน้าที่ทำอะไรและจะมีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

Token จะมีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร

หากว่าเราเลือกลงทุนกับบริษัทที่โปรดักส์ที่ดีมากๆ ทีมงาน all star แต่ว่าระบบ Token Economy นั้นไม่สนับสนุนต่อการทำให้มูลค่าเหรียญเพิ่ม ราคาของเหรียญอาจจะพุ่งขึ้นไปในระยะสั้นๆเพราะ hype แต่ในระยะยาวราคาก็จะเริ่มตกลงหลังจากที่ hype หมดไปได้

กลับกันถ้าเหรียญที่มีการออกแบบ Token Economy ที่ดีในระยะยาวมูลค่า Token จะเติบโตอย่างยั่งยืนเนื่องจากว่าความต้องการของ Token นั้นเพิ่มขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เพราะแค่การเก็งกำไรหรือ speculation

ขนาดของตลาด

ส่วนมากคนมองข้ามเรื่องขนาดตลาดไปสำหรับโปรเจคที่เป็นธุรกิจเฉพาะทาง ธุรกิจพวกนี้ส่วนมากนั้นจะมีเป้าหมายตลาดเจาะจงของตัวเองอยู่แล้ว และไม่สามารถขยายไปกินตลาดโลกได้ง่ายๆ

แปลว่าถ้าธุรกิจนั้นอยู่แค่ในประเทศ มูลค่าของ Economy มันไม่มีทางที่จะใหญ่เท่ากับธุรกิจที่ Economy นั้นกินตลาดโลกได้ (ส่วนเรื่องมูลค่าของ Token นั้นจะขึ้นอยู่กับประโยชน์ของเหรียญ ในกรณีที่เหรียญทำได้มากกว่าเป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยนในระบบ Token ของธุรกิจที่ตลาดเล็กกว่าอาจมีมูลค่ามากกว่าธุรกิจที่ตลาดใหญ่กว่าได้)

รอดไม่รอดขึ้นอยู่กับธุรกิจบริษัท

โปรเจคที่ยึดกับธุรกิจเฉพาะทางแบบนี้จะโตได้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัท ใครๆก็สร้าง Facebook Airbnb Uber ที่ใช้ Token Economy ได้ใช่ไหมละครับ แต่ถามว่าทำแล้วคนมาใช้จริงรึเปล่า ต้องทำการตลาดขนาดไหนมันถึงจะขยายไปทั่วโลกได้

ดังนั้นเราควรจะดูด้วยว่าทีมงานนั้นมีความสามารถขนาดไหนที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เพราะมูลค่า Token ที่เราลงทุนไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจนั้น ต่างจากพวก smart contract platform หรือ currency ที่คนนั้นเริ่ม adopt หรือนำไปใช้กันเองได้

ปิดท้าย

คอยน์แมนคิดว่าเทรนด์นี้พึ่งเริ่มเท่านั้นครับ เราจะได้เห็นการนำ Token Economy มาใช้กับภาคธุรกิจเยอะขึ้นเรื่อยๆในปีนี้อย่างแน่นอน บางอันอาจจะเมคเซนส์ บางอันก็อาจไม่ เพราะฉะนั้นนักลงทุนอย่างพวกเราก็ต้องคอยดูดีๆนะครับ

 

ติดตามบทความใหม่ๆได้ทางเพจคอยน์แมนครับ

https://www.facebook.com/coinmanth/